การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ อะไร มีความสำคัญอย่างไร ต่อ ธุรกิจในปัจจุบัน

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ อะไร มีความสำคัญอย่างไร ต่อ ธุรกิจในปัจจุบัน

บางคนคง จะรู้อยู่แล้วว่า เดี๋ยวนี้ การตลาดออนไลน์  ได้กลาย เป็นช่องทางในการ ทำการตลาดหลักๆ ของ แบรนด์ต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยเฉพาะ ช่วง COVID-19 ที่ใครๆ ก็ต้อง หันมาพึ่ง ช่องทางออนไลน์ แต่หากใครยังไม่แน่ใจ ว่าช่องทางออนไลน์ มีอะไรบ้าง และ อะไรเหมาะกับธุรกิจตัวเอง บทความนี้ เราจะมาสรุปกัน ชัดๆ ว่า Online Marketing คืออะไร มีอะไรบ้าง ใช้ประโยชน์อย่างไร รวมถึงคำศัพท์ที่ควรต้องรู้

ลองมาดูกันก่อน ว่าสื่อออนไลน์ เติบโตไปแค่ไหน ในช่วง เดือน มกราคม – มิถุนายม 2563 ซึ่ง เป็นช่วงที่ COVID-19 เริ่มระบาด เห็นได้ชัดว่า เม็ดเงินที่ลงโฆษณาบนสื่อทีวี ลดลง 15% สื่อนอกบ้าน และ สื่อเคลื่อนที่ ลดลง 17% ในขณะที่ สื่ออินเตอร์เน็ต หรือ สื่อออนไลน์ เพิ่มขึ้น 23% โดยมีมูลค่า ทั้งหมด 11,093,000,000 บาท

การตลาดออนไลน์ หรือ ออนไลน์มาเก็ตติ้ง Online Marketing คือ การทำการตลาด หรือ ลงโฆษณา ผ่านช่องทางออนไลน์ ต่างๆ ซึ่งจะ สามารถวัดผลได้ (ต่างกับสื่ออฟไลน์ที่วัดผลยาก) ช่องทาง ขายของออนไลน์ ที่เราคุ้นเคย เช่น Facebook, Instagram, LINE, Google, YouTube และ อีกมากมาย โดยผู้ที่จะทำการตลาดออนไลน์ จำเป็นต้องมี ช่องทางออนไลน์ ของตัวเองก่อนอย่างน้อย 1 ช่องทาง ไม่ว่ าจะเป็น เว็บไซต์ หรือ เฟสบุ๊คเพจ เพื่อที่เวลาไปลงโฆษณา หรือ ไปโปรโมท ลูกค้าจะได้คลิกเข้ามา ทำความรู้จักกับธุรกิจ หรือ สินค้าของเราได้มากขึ้น ซึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือ Facebook Page เราเรียกหน้านี้ว่า Landing Page หรือ Sale Page หรือ Money Page แล้วแต่คนจะเรียก

การตลาดออนไลน์

ประโยชน์ของ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

ประโยชน์ของ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ

  • สามารถวัดผลได้: การทำ การตลาดออนไลน์ สามารถ วัดผลได้ต่างจาก กับ ออฟไลน์ ที่จะวัดผลได้ยาก โดย การวัดผล ก็จะดูที่การคลิก แหล่งที่มาของคลิก (Source) ซึ่งหากจะดู อย่างชัดเจน ต้องใช้เครื่องมือ เข้ามาจับข้อมูล เช่น Google Analytics หรือ หากต้องการวัดผล การคลิกง่ายๆ ก็ใช้  bitly ได้เช่นกัน
  • กำหนดงบโฆษณาได้ : การทำ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) สามารถกำหนดง บโฆษณาได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น โฆษณา Google หรือ Facebook ก็สามารถ กำหนดได้เลยว่า เรามีงบเท่าไหร่ต่อวัน เช่น เราบอกระบบ ไปว่า 500 บาทต่อวัน ระบบก็จะใช้ งบโฆษณา ไม่เกินนี้
  • จะทำการคิดเงิน เมื่อ บรรลุ เป้าหมาย : โฆษณาออนไลน์ เช่น การโฆษณาบน Google และ Facebook สามารถ กำหนดเป้าหมาย หรือ วัตถุประสงค์ ของแคมเปญได้ และ ระบบ จะคิดเงินเมื่อโฆษณา บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว เท่านั้น เช่น หากเราตั้งไว้ ว่าต้องการให้คนคลิก ระบบก็จะคิดเงิน ต่อเมื่อมีคนคลิก (Pay Per Click, PPC) หรือ หากเราตั้งไว้ว่า ต้องการ ให้โฆษณาแสดง เยอะๆ คนเห็นเยอะๆ ระบบก็จะ คิดเงิน เป็นแบบCPM  หรือ คิดเงินในทุกๆ การแสดงผล 1,000 ครั้ง (แต่หาก แสดงไม่ถึง 1,000 ระบบ ก็คิดเงินนะ เช่น แสดง 500 ครั้ง ก็จะโดน เรียกเก็บ 50% ของ CPM)
  • มีความคล่องตัว  จะลง โฆษณา 14 วัน แล้วหยุด ก็ได้ จะเปลี่ยนโฆษณา เมื่อไหร่ก็ได้ หรือ หาก โควิด-19 ระบาดกระทันหัน จะพอสโฆษณาสัก 1 สัปดาห์ ก็ได้ ต่างจากสื่ออื่นๆ ที่มี ความลำบากในการปรับ เปลี่ยน ยกเลิก หรือ ขอหยุด

ในยุคสมัยปัจจุบัน สิ่งที่เหนือ ไปยิ่งกว่า การตลาดออนไลน์ คือ OMO Marketing (Online Merged with Offline) หรือ การผสมผสาน ระหว่างช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ เข้าด้วยกัน

แบ่งรูปแบบ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) 4 รูปแบบหลักๆ

หากคุณ ยังเป็นมือใหม่ ในเรื่อง การตลาดออนไลน์ อาจจะงงๆ ว่ามัน มีเยอะแยะ ไปหมด ไม่รู้จะต้อง ไปที่ช่องทางไหนบ้าง .. ไม่ต้องห่วง เราจะมาสรุปให้เป็น 4 รูปแบบ ของการตลาดออนไลน์ แบบเข้าใจง่ายๆ กัน

1. Search Marketing

Online Marketing ในรูปแบบ “การค้นหา” ซึ่งหมายถึง การตลาดบน Search Engine อย่าง Google นั่นเอง โดยเป็น วิธีที่ช่วยให้ลูกค้า ค้นหา แล้วเจอธุรกิจของคุณ เพราะ คนที่เข้ามาค้นหาบน Google ล้วนมี Demand แล้ว พร้อมหาข้อมูลในการซื้อสินค้า หรือบริการ ดังนั้น หากธุรกิจ ของคุณไปขึ้นบน Google ใน Keyword ที่ตรงกับธุรกิจ ก็มีโอกาสสูง ที่ผู้ใช้ ที่เข้ามา ค้นหาจะมาเป็น ลูกค้า

โดยการที่จะให้ธุรกิจไปขึ้นบนหน้า Google ได้มี 2 วิธี

  1. Google Adsคือ การลงโฆษณา ผ่านระบบ ของ Google โดย จะเสียเงินแบบ พีพีซี หรือ เสียเมื่อมีคน คลิก เท่านั้น
  2. Search Engine Optimizationหรือ SEO คือ การใช้เทคนิคต่างๆ ในการ Optimize เว็บไซต์ เพื่อดันให้ไปแสดงในอันดับที่ดีขึ้น SEO จะเป็นการติดแบบธรรมชาติ ไม่ได้เป็นการลงโฆษณา โดยหากคุณไม่มีความรู้อาจต้องให้ SEO Specialist เข้ามาช่วย

สิ่งที่ ควรเตรียมพร้อม ก่อนที่ทำ การตลาดออนไลน์ บน Google คือ หน้าเว็บไซต์ หรือหน้า Landing Page เพราะหากคนคลิกเข้ามาแล้วไม่เจอสิ่งที่กำลังค้นหา ก็อาจส่งผลให้ผู้ใช้ออกจากเว็บไซต์ทันที

2. Social Media Marketing

การตลาดออนไลน์ บน Social Mediaที่เราคุ้นเคยกัน คือ เฟซบุ๊ค , อินสตาแกรม , ติกตอก , ยูทูป ,ทวิตเตอร์  และ ไลน์ โดยจะเป็นการตลาดที่เน้นให้เข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก เน้นให้เกิดการรับรู้ สร้าง Engagement เนื่องจาก Social Media เป็นช่องทางที่มีคนใช้งานเยอะมาก

สิ่งที่ ต้องเตรียม สำหรับ การทำ Online Marketing บน Social Mediaคือ “Content” ที่ต้องการนำเสนอ เพราะหากคุณนำเสนอคนเทนต์ที่ไม่น่าสนใจ ยิงโฆษณาไม่ตรงกลุ่ม ก็อาจเสียเงินเปล่าได้

การทำ การตลาดบน โลกออนไลน์ ไม่ได้ มีแค่ การลงโฆษณา อย่างเดียว แต่จะรวมถึง การใช้ Influencer หรือ Blogger ต่างๆ ให้เข้ามาช่วยโปรโมทสินค้าก็ได้เช่นกัน

3. Email Marketing

Email Marketingคือ การส่งอีเมล ไปยัง ผู้ใช้ที่ลงทะเบียน หรือ Subscribe ธุรกิจของคุณ โดย เทคนิคของการทำ Email Marketing ต้องอย่าเน้น Hard Sell เพราะจะเป็นการก่อกวน และสุดท้ายเราจะโดยบล็อก หรือ Unsunscribe

การทำ Email Marketingอันดับแรก คือ คุณต้องเก็บ Email จากลูกค้าไว้เยอะๆ และ เอามาเก็บในลิสต์ จากนั้นก็ค่อยๆ ส่งอีเมล ที่เป็นประโยชน์ ต่อลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ หรือการแจ้งข่าวสารที่ลูกค้าอาจสนใจ ไม่ควรเน้นขายของมากเกินไป และไม่ควรส่งทุกวัน (เว้นแต่เนื้อหามีประโยชน์จริงๆ)

4. Web Banner

การโฆษณา banner บนเว็บไซต์ต่างๆ ถือเป็น การตลาดออนไลน์ อีกช่องทางหนึ่ง เช่น การโฆษณาบน เว็บข่าว Blog เป็นต้น การลงโฆษณาแบนเนอร์บนเว็บไซต์จะสามารถทำได้ 2 วิธี

  1. ติดต่อเว็บไซต์โดยตรง โดยสอบถามว่าราคาเท่าไหร่ต่อเดือน มีตำแหน่งอะไรบ้าง แล้วคุณก็เลือกตามนั้น
  2. ลงโฆษณา แบบ Google Display Network หรือGDN.  เป็นการลงผ่านระบบโฆษณาของ Google โดยแบนเนอร์ของคุณจะไปแสดงบนเว็บไซต์ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google เช่น Thairath, Sanook หรือ Kapook เป็นต้น

เป้าหมายของโฆษณาแบนเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างการรับรู้ หรือ Awareness และกระตุ้นให้คนคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ โดยแนะนำให้เลือกเว็บไซต์ให้ตรงกับธุรกิจด้วย

คำศัพท์ ที่ต้องรู้ ก่อนเริ่มทำ การตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

ก่อนจะทำการตลาดออนไลน์คุณควรจะต้องเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้ก่อน เพื่อที่จะสามารถวัดผลเบื้องต้นได้

  • Campaign Objectiveคือ วัตถุประสงค์ ในการ ทำแคมเปญ การตลาดออนไลน์ เช่น ต้องการ Traffic เข้าเว็บไซต์ ต้องการยอดผู้ติดตาม ต้องการยอดวิว ต้องการยอดการลงทะเบียน เป็นต้น
  • Clickคือ จำนวนการ คลิก
  • Impressionคือ จำนวน การแสดงผล (คน 1 คนเห็น 2 ครั้ง นับเป็น 2 Impression)
  • Reachคือ จำนวน การเข้าถึง (คน 1 คนเห็นโฆษณา 2 ครั้ง นับเป็น 1 Reach)
  • Viewคือ จำนวน การรับชมวิดีโอ
  • Leadคือ จำนวน การติดต่อเข้ามา หรือลงทะเบียนพร้อมข้อมูลการติดต่อกลับ
  • Engagementคือ การมีส่วนร่วม กับ โพสต์ หรือ โฆษณา เช่น คลิก แสดงความรู้สึก คอมเมนต์ เซฟ หรือแชร์ เป็นต้น
  • FrequencyหรือFQ คือ จำนวน ที่บอกว่า 1 คนเห็นโฆษณา กี่ครั้ง เช่น คน 1 คนเห็นโฆษณา 3 ครั้ง จะมี Frequency = 3
  • Click Through Rate หรือCTR  คือ อัตราการคลิก (Click / Impression) x 100
  • Pay Per Click  หรือPPCคือ การโฆษณา แบบที่จ่ายเงิน เมื่อมีการคลิกเกิดขึ้น เท่านั้น
  • Cost Per Click หรือCPCคือ ค่าใช้จ่ายต่อ 1 คลิก
  • Cost Per 1,000 ImpressionหรือCPMคือ ค่าใช้จ่าย ต่อการแสดง โฆษณา 1,000 ครั้ง
  • Cost Per ViewหรือCPV  คือ ค่าใช้จ่าย ต่อการรับชมวิดีโอ 1 วิว
  • GoalหรือConversionคือ จำนวน การกระทำ ตามเป้าหมาย ที่กำหนด (ที่เป็นเป้าหมายทางธุรกิจ) เช่น การ Add to Cart การสั่งซื้อ การโทรติดต่อ
  • Conversion Rateคือ อัตราการ เกิด Conversion เทียบกับจำนวนคนคลิกเข้ามา (Conversion / Click) x 100
  • Tracking Codeคือ โค้ด ที่ถูกสร้าง จาก ระบบต่างๆ เช่น Google Analytics, Google Tag Manager หรือ Facebook Pixel ที่สามารถ นำเข้ามาติด บนเว็บไซต์เพื่อเก็บข้อมูล หรือ เอามาจับยอด Conversion บนเว็บไซต์
  • Pixelคือ โค้ด ของทาง เฟซบุ๊ค ที่ต้อง เอาไป ติดตั้ง บนเว็บไซต์ เพื่อให้ระบบ Facebook เข้ามาเก็บ ข้อมูลผู้ใช้ บนเว็บไซต์ และ นำไปใช้ประโยชน์ ในการทำโฆษณาบน Facebook ต่อ ไม่ว่า จะเป็นการ Remarketing หรือการวัด Conversion (Goal)
  • Remarketingหรือ Retargetingคือ การยิง โฆษณาซ้ำ ไปยังผู้ใช้ ที่เคย Engage กับ ธุรกิจของคุณ ก่อนหน้านี้ เช่น เคยเข้าชมเว็บไซต์ หรือ เคยมีส่วนร่วมบน Facebook เป็นต้น
  • Placement  คือ ตำแหน่ง ที่โฆษณาแสดง
  • Influencerคือ ผู้ที่ มีผู้ติดตาม จำนวนมาก บนช่องทางออนไลน์ อาจจะมาจากการ ผลิตคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และโดดเด่น จึงทำให้คนอื่นๆ อยากเข้ามาติดตาม ความเป็นไป Lifestyle หรือ กิจกรรมของ Influencer คนนั้น
  • Micro Influencerคือ Influencer ที่มี ฐานผู้ติดตาม ไม่สูงมาก โดยปกติ จะอยู่ในช่วง 10,000-100,000 คน
  • Key Opinion LeaderหรือKOL คือ ผู้ที่มีอิทธิพล ในด้านความคิด ความเชื่อ ที่มีผล ต่อการตัดสินใจของคน โดย KOL อาจเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ

 

รับทำ SEO

supervendace87

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *